Khon Kaen Council (1)
share
digg
by
Thep (4)
on
Theppitak's blog (4)
1 week, 3 days
ago
permalink
เมื่อวานแว้บไปสังเกตการณ์การประชุมสภาเมืองขอนแก่นในฐานะประชาชนทั่วไป โชคดีที่นี่ไม่ใช่ barcamp ผมเลยนั่งสังเกตการณ์รูปแบบการประชุมเงียบ ๆ ได้ โดยไม่จำเป็นต้องพูดในการเข้าครั้งแรก เพิ่งรู้ว่านี่เพิ่งเป็นการประชุมสภาเมืองครั้งที่ 2 เท่านั้น เพราะผมได้ยินทางเทศบาลนครขอนแก่นอ้างถึงสภาเมืองบ่อยมาก จนนึกว่ามีการประชุมมาแล้วหลายครั้ง แต่เอาเถอะ เข้าเรื่องเลยดีกว่า ประเด็นการประชุมครั้งนี้มี 4 เรื่อง คือเรื่องปัญหาน้ำท่วม ปัญหาปลาตายที่บึงแก่นนคร พรบ. ผังเมืองรวม และผลการศึกษาเรื่องการสร้างระบบขนส่งมวลชนในขอนแก่น ปัญหาน้ำท่วม เทศบาลได้อธิบายอย่างละเอียดถึงทางเดินของน้ำในระบบระบายน้ำของขอนแก่น และสิ่งที่เทศบาลได้ทำไปเพื่อรับมือกับปัญหาน้ำที่หลากมาในช่วงนี้ สภาพภูมิศาสตร์ของตัวเมืองขอนแก่น เป็นที่สูงทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือ (บริเวณ มข.) และลาดลงต่ำทางฝั่งตะวันออก โดยมีทางน้ำเชื่อมต่อไปสู่แม่น้ำธรรมชาติอยู่ด้านตะวันออกเฉียงเหนือ คือจากบึงทุ่งสร้างผ่านห้วยพระคือไปลงลำน้ำพอง นอกจากนี้ก็มีแหล่งน้ำธรรมชาติ 3 แห่ง คือบึงหนองโคตรทางตะวันตกเฉียงใต้ บึงแก่นนครทางตะวันออกเฉียงใต้ และบึงทุ่งสร้างทางตะวันออกเฉียงเหนือ ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น ด้วยสภาพอย่างนี้ น้ำทั้งหมดในเมืองจึงระบายออกทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือทางเดียว โดยอาศัยบึงทุ่งสร้างเป็นแหล่งพัก โดยในส่วนอื่นของเมือง ก็จะมีระบบทางระบายน้ำที่นำน้ำมารวม โดยอาศัยบึงแก่นนครช่วยเป็นแก้มลิงเล็กน้อย ซึ่งเท่าที่จับใจความได้คือ ทางตะวันตกเฉียงเหนือ (มข.) น้ำจะมารวมกันที่อาคารชลศาสตร์ แล้วไหลลอดใต้ถนนมิตรภาพไปทางตะวันออก ไปรวมกับน้ำของโซนตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านท่อใต้ถนนหลังศูนย์ราชการ ถนนจอมพล ไปสู่บึงทุ่งสร้าง อีกทางหนึ่ง น้ำจากใน มข. ทางฝั่งใต้ จะมารวมกันที่บึงหนองเอียด แล้วลอดใต้ถนนมะลิวัลย์ไปรวมกับน้ำในโซนตะวันตกเฉียงใต้ น้ำในโซนตะวันตกเฉียงใต้ ไม่ได้อาศัยบึงหนองโคตรซึ่งอยู่ทางตะวันตกช่วยได้นัก แต่น้ำจะไหลผ่านคลองระบายมารวมกันบริเวณหลัง รพ. ขอนแก่นราม แล้วลอดใต้ถนนมิตรภาพ แต่ฝั่งตรงข้ามเป็นที่เอกชน (สถานที่สร้างเซ็นทรัล) จึงต้องหักหลบมาลอดใต้ถนนศรีจันทร์ตรงแยกประตูเมือง ซึ่งเทศบาลได้ขุดถนนวางท่อสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่รองรับไว้แล้วตั้งแต่หน้าแล้ง น้ำในส่วนนี้จะไปลงคลองร่องเหมือง ซึ่งเป็นทางน้ำหลักของตัวเมืองในโซนตะวันออกเฉียงใต้ ตัวเมืองเก่าในเขตบึงแก่นนครซึ่งอยู่ไกลออกไปทางตะวันออกเฉียงใต้ จะมีทางระบายน้ำลงสู่บึง โดยปัจจุบันมีระบบแยกน้ำดีน้ำเสีย ...
A Request from a Little Citizen (1)
share
digg
by
Thep (4)
on
Theppitak's blog (4)
1 month
ago
permalink
ไม่ได้ blog เรื่องการเมืองเสียนาน เพราะรู้ดีว่า ในสภาพขัดแย้งอย่างนี้ พูดอะไรไปมักเลี่ยงการถกเถียงยืดยาวไม่ได้ แล้วสุขภาพตากับนิ้วก็ไม่เอื้อให้ตามตอบประเด็นยาว ๆ เสียด้วย จำเป็นต้องสงวนไว้ใช้ทำงานให้มากที่สุด ที่ผ่านมาก็ไปแสดงความเห็นในเว็บบอร์ดหรือ blog อื่นเป็นครั้งคราว จะได้ไม่ติดพันมากเกินไป การเมืองผ่านจุดพลิกผันมาหลายจุด ไม่ขอพูดถึงให้ยืดยาว แต่วันนี้มาถึงจุดวิกฤติ จำเป็นต้องแสดงความคิดเห็นอะไรบ้าง เพื่อร่วมเสนอทางออกให้บ้านเมืองในฐานะพลเมืองคนหนึ่ง ก็ขอเป็นเสียงหนึ่งที่เรียกร้องให้: แกนนำพันธมิตรมอบตัวสู้คดี คุณบุกรุกสถานที่ราชการ ยึดทำเนียบรัฐบาลอันเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ มีความผิดตามกฎหมาย ถึงจะมีข้อหากบฎที่ดูหนัก แต่ถ้าคุณมั่นใจในความบริสุทธิ์ของตนเอง ก็ควรพิสูจน์ในศาล อนึ่ง การต่อสู่ในแนวทาง civil disobedience (ขออภัย ผมไม่ชอบคำว่า "อารยะขัดขืน" ซึ่งเป็นศัพท์บัญญัติที่ลักลั่นในหลักภาษา ในเมื่อเรามีคำว่า "ดื้อแพ่ง" และ "สัตยาเคราะห์" ใช้อยู่แล้ว) นั้น ไม่ได้รวมถึงการขัดขืนการจับกุม คุณต้องสู้คดี ใช้โอกาสชี้แจงในศาล หรืออาศัยคนที่สนับสนุนคุณร่วมขัดขืนและสู้คดีด้วย แต่การเอาโซ่มนุษย์มาตั้งกันตำรวจ เพราะรู้ว่าตำรวจไม่กล้าใช้ความรุนแรง ก็เสมือนการขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงานนั่นเอง นายกฯ ยุบสภา ตลอดเวลาที่พันธมิตรประท้วงขับไล่คุณ ผมไม่เห็นว่าข้อกล่าวหาของพันธมิตรจะมีน้ำหนักมากพอ คุณจึงมีความชอบธรรมเต็มที่ที่จะดำเนินคดีกับพันธมิตรที่บุกรุกสถานที่ราชการ (ส่วนจะเป็นกบฎหรือไม่ ต้องตีความกันต่อไป) แต่การที่คุณไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้อย่างเหมาะสม โดยปล่อยให้มีการรื้อถอนเวทีที่สะพานมัฆวาน จนนำไปสู่การปะทะ เป็นจุดพลิกที่ทำให้ต้องมีการพิจารณาแสดงความรับผิดชอบครั้งแรก ครั้งต่อมาคือท่าทีที่ไม่สร้างสรรค์ในการประชุมรัฐสภา ยุให้คนแบ่งข้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ซ้ำเติมสถานการณ์ และขัดแย้งกับการจัดงาน "116 วัน จากวันแม่ถึงวันพ่อ" ที่คุณริเริ่มโดยสิ้นเชิง และอีกครั้งหนึ่งคือการไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วประเทศได้ แม้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในกรุงเทพฯ ก็ยังไม่มีผล แสดงให้เห็นว่า ส่วนต่าง ๆ เริ่มไม่เชื่อฟังคุณแล้ว แม้คุณจะไม่ได้มีความผิดที่ชัดเจนมาก่อน ...
Beijing 2008 (1)
share
digg
by
Thep (4)
on
Theppitak's blog (4)
2 months
ago
permalink
ก่อนจะเขียนเรื่องพม่าต่อ คั่นด้วยเรื่องพิธีเปิดโอลิมปิกปักกิ่ง 2008 (วิดีโอ) เสียหน่อย การแสดงในพิธีเปิด นอกจากเทคนิคตระการตา คนแสดงมหาศาลแล้ว เรื่องเนื้อหาก็ทำได้เยี่ยมไม่แพ้กัน คือดึงเอา "กึ๋น" ของอารยธรรมจีนออกมาอวดได้อย่างน่าดู กลมกลืนกับโลกสมัยใหม่ เริ่มจากเรื่อง สี่ประดิษฐ์ ที่คนจีนช่วยบุกเบิกอารยธรรมของโลก คือ กระดาษ การพิมพ์ เข็มทิศ และดินปืน ทั้งสี่อย่างนี้เกิดขึ้นครั้งแรกที่จีน ก่อนจะแพร่หลายเข้าสู่วัฒนธรรมตะวันตกผ่านเส้นทางสายไหม และเทคโนโลยีการเดินเรือของจีน ซึ่งล้ำหน้าอารยธรรมตะวันตกในขณะนั้นไปหลายช่วงตัว สิ่งประดิษฐ์ที่เก่าแก่ คือ เข็มทิศ โดยในยุคเริ่มแรกใช้ในการสงครามในรูปของ รถชี้ทิศใต้ มีบันทึกตำนานว่าตั้งแต่สมัยหวงตี้ (อึ่งตี่ - พระเจ้าเหลือง) ปฐมกษัตริย์จีน ก็มีการใช้รถชี้ทิศในการสงคราม และในสมัยฮั่นตะวันออก จางเหิงได้ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ ก่อนจะหายสาบสูญเมื่อเกิดจลาจลสามก๊ก แต่บันทึกประวัติศาสตร์ที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับการประดิษฐ์รถชี้ทิศใต้ คือการประดิษฐ์ของ หม่าจวิน วิศวกรแห่งแคว้นเว่ยในยุคสามก๊ก ตามบัญชาของเว่ยหมิงตี้ (โจยอย) หลังจากมีบัณฑิตสองคนโต้เถียงกันเรื่องความเป็นไปได้ของรถชี้ทิศ ซึ่งหม่าจวินทำได้สำเร็จ แต่รถชี้ทิศของหม่าจวินไม่ได้ใช้แม่เหล็กในการชี้ทิศ แต่ใช้ระบบ differential gear มาชดเชยการหมุนตัวของรถ ทำให้เข็มชี้ไปในทิศทางเดิมตลอด แต่ต่อมาก็พบความคลาดเคลื่อนอันเนื่องมาจากความเป็นกลไก และในสมัยราชวงศ์เหนือใต้ นักวิทยาศาสตร์ จู่ชงจือ จึงได้ปรับปรุงรถชี้ทิศให้ชี้ทิศอย่างแม่นยำกว่าเดิมมาก แม้จะหมุนไปมาสักกี่ทิศก็ตาม ส่วนเรื่องการใช้แม่เหล็กนั้น มีการกล่าวถึงเป็นครั้งแรกในเอกสารของจีนในศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตศักราช เกี่ยวกับหินแม่เหล็กที่ดูดเหล็ก และมีเอกสารในสมัยราชวงศ์ฮั่นโดย หวังชง เกี่ยวกับแม่เหล็กและการสร้างเข็มทิศในรูปของช้อนที่ด้ามชี้ไปทางทิศใต้เสมอ และเอกสารในราชวงศ์ซ่งกล่าวถึง "ปลาที่หันไปทางใต้" โดยเป็นเข็มทิศแบบลอยน้ำ แต่เข็มทิศ เมื่อนำมาใช้กับการเดินทางทางบก ก็ไม่ได้มีประโยชน์สูงเท่ากับเมื่อนำมาใช้ทางน้ำ มีบันทึกในสมัยราชวงศ์ซ่งเป็นอย่างช้า เกี่ยวกับการใช้เข็มทิศเดินเรือของจีน ...